ผมซื้อขนมไดฟูกุ 1 ถาด แล้วก็เดินขึ้นรถทัวร์
พร้อมกับความสงสัยอยู่เต็มสมอง ว่าขนมชื่อญี่ปุ่นสุดขีดขนาดนี้ กลายเป็นขนมที่มีขายอยู่ทั่วไปในประเทศไทยได้อย่างไร
แถมเป็นของฝากประจำร้านตามต่างจังหวัดซะด้วย
 
ผมนั่งอยู่บนรถทัวร์
คันที่รายล้อมไปด้วยเพื่อนๆ ของผม พวกเรากำลังกลับจากระยอง
หลังจากไปเที่ยวด้วยกันมา
ผมกัดขนมไดฟูกุเข้าไปคำแรก
แป้งเหนียวๆหวานๆ กับไส้ที่ไม่รู้ว่าเป็นรสชาติอะไร 
ผมไม่แน่ใจ
แต่มันอร่อย
มันเข้ากันดีระหว่างแป้งกับไส้
 
ผมสงสัย ว่าทำไมมันถึงได้อร่อย
เป็นเพราะแป้ง หรือเป็นเพราะไส้
 
ถ้าแป้งอร่อย แล้วไส้ไม่อร่อย มันจะอร่อยไหมนะ
แล้วถ้าแป้งไม่อร่อย แต่ถ้าไส้อร่อย มันยังคงอร่อยอยู่หรือเปล่า
 
พอเริ่มกินชิ้นที่สอง ผมถึงได้รู้ว่า แต่ละชิ้นมีไส้ไม่เหมือนกัน
สีของแป้งแต่ละชิ้นก็ไม่เหมือนกัน
มีอย่างใดอย่างหนึ่งที่อร่อย อีกอย่างอาจไม่อร่อยเท่าไหร่
แต่เมื่อรวมกันแล้ว
 
ผมชอบมัน
 
ผมเงยหน้าขึ้นมองบนรถทัวร์คันที่ผมนั่ง ผมเห็นเพื่อนผม
นั่งจับกลุ่มคุยกัน
เล่นกีต้าร์ร้องเพลง
ตั้งวงเล่นไพ่
ดื่มเบียร์ไปพลาง
บางคนก็หลับตานอน
 
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เพื่อนผมคนไหนอร่อยบ้าง คนไหนไม่อร่อยบ้าง
ผมเองก็อาจจะเป็นคนนึงที่รสชาติไม่ได้ดีเท่าเพื่อนคนอื่นๆ 
แต่ก็คงพอถูๆไถๆ กินกันตายได้
เพื่อนหลายๆคนของผมก็คงจะอร่อยน่าดู
 
เมื่อเรารวมกัน
ผมถึงรู้สึกว่ามันลงตัว
 
พอดีกับคำว่า "เพื่อน"
 
และ
 
ผมชอบมัน

00.00

posted on 01 Jan 2012 15:54 by pachune  in AroundTheLIFE
ผมยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน ถ้าให้กะด้วยสายตา
น่าจะราวๆหนึ่งแสนคน
ข้างๆ เวทีเซนทรัลเวิลด์
ผมและเพื่อนไม่สามารถแหวกฝูงชนเข้าไปกลางเวทีได้
แต่การยืนข้างๆ เวทีก็ไม่ทำให้ผมเดือดร้อนอะไร
ผมได้ยินเสียงดนตรี ได้สนุกสนานไปกับคนข้างๆ อยู่ดี
ผมเหลือบมองดูนาฬิกาข้อมือ มันบ่งบอกว่า เกือบสี่ทุ่มแล้ว
อีกเกือบๆ สองชั่วโมง เราทั้งผองก็จะก้าวเข้าสู่ปีใหม่ไปพร้อมๆ กัน
 
แต่ผมคิดในใจ
งานเริ่มหรือยัง?
 
ผมกระโดดบ้างบางโอกาส โบกไม้โบกมือเมื่อกล้องวิ่งผ่าน
และสนุกสนานไปกับคอนเสิร์ต ที่ศิลปินดังๆ ขนบทเพลงมาให้ทุกๆ คนได้ฟัง
สนุกจนลืมเวลา
ผมโยกย้ายส่ายสะโพกไปกับบทเพลงสนุกๆของปาล์มมี่
แล้วทันใดนั้น ก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการนับถอยหลัง
 
ผมเหลือบมองดูนาฬิกาอีกครั้ง และคิดว่า ถึงที่หมายแล้ว
ที่หมายที่ทุกๆ คนรอคอย
 
เสียงดนตรีปีใหม่ดังสนั่นหวั่นไหว ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
เห็นพลุมากมายหลายร้อยดวง ถูกจุดขึ้นให้แสงสว่างและความงดงามบนท้องฟ้า
คนข้างๆ ผมหลายคน หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูป
บ้างก็ถ่ายวีดีโอ
ผมก็หยิบขึ้นมา แต่แล้ว ผมก็หย่อนมันกลับลงในกระเป๋า
ผมคิดว่า
เห็นด้วยตาตัวเอง คงสวยกว่าเห็นจากรูป
ขอดื่มด่ำความงดงามด้วยสายตาตัวเอง คงจะมีความสุขกว่า
 
ผมมอง
เอามือลูบไปที่คอของตัวเอง
นิ้วแบนๆลูบไปกับจี้ ที่ร้อยอยู่ในสร้อย ที่ห้อยอยู่บนคอ
ผมกระตุกเบาๆหนึ่งที เพื่อให้สร้อยทั้งเส้นร่วงลงไป
จี้ยังอยู่ในมือ
บาดแผลในปีที่แล้วของผม
ผมทำหล่นลงไปกับพื้นด้วยความตั้งใจ
หวังว่าผมจะทิ้งบาดแผลนี้เอาไว้ในปีเก่า และหวังว่าจะไม่ได้เจอกันอีก
 
สิ้นเสียงดนตรีบรรเลง สิ้นแสงไฟจากพลุ
ผมและเพื่อนตัดสินใจเดินทางกลับ
ถึงแม้ว่าปาล์มมี่กำลังจะขึ้นร้องเพลงต่อก็ตาม ถึงเวลาอันสมควรแล้ว
ผมเดินลัดเลาะออกมาท่ามกลางผู้คน
ยิ่งดึก คนยิ่งเยอะ
ผมกลับมาคิดถึงคำถามเดิมอีกครั้ง
 
งานเริ่มหรือยัง?
 
อ้าว
แล้วเมื่อกี๊เราเฝ้ารออะไรกัน
รองานเริ่ม หรือรองานเลิก
 
เราจับจ้องไปที่เวลา 00.00 ของปีใหม่
โดยที่ลืมไปเสียสนิทว่า งานมันเริ่มมาตั้งนานแล้ว
เริ่มมานานพอที่จะให้ลืมบางสิ่ง
นานพอที่จะให้จดจำอะไรบางอย่าง
นานพอที่จะทำอะไรใหม่ๆ ได้
มีความฝันใหม่
ทำความฝันสำเร็จ
มีความรัก
เสียความรักไป
ได้รับรู้เรื่องราวใหม่ๆ
งานมันเริ่มมานานพอ ที่จะทำให้เราเปลี่ยนเป็นคนอีกคน
 
สิ่งที่เราเฝ้ารอ เมื่อเข็มนาฬิกาก้าวเข้าสู่ 00.00
ก็คงเป็น
งานเลิก
และเริ่มงานใหม่อีกครั้ง
เป็นความโชคดีของผม ที่ได้มีโอกาสไปกระทบไหล่พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน ร่วมกัน 4 วัน 3 คืนถึงจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งพี่ก้องแกก็เป็นนักเขียนหนังสือท่องเที่ยวในดวงใจของผมอยู่แล้ว
 
เป็นทริปของพี่ก้อง ที่พาทีมนิตยสาร a day ไปออกค่ายน่ารักๆ ชื่อว่า ไดโนทริปครั้งที่สอง ที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร อันมีชื่อเสียงทางด้านการขุดๆคุ้ยๆ ซากไดโนเสาร์
 
และผมก็ได้พบกับ ดร.วราวุธ สุธีธร หรือเรียกอย่างน่ารักๆว่าอาจารย์หมู ผู้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์อย่างแท้จริง
 
ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างมากมายจากอาจารย์หมู นอกจาก อาจารย์หมูเป็นคนน่ารัก พูดเก่ง เป็นกันเอง และสนิทสนมกับเด็กตัวน้อยๆในทริปได้เป็นอย่างดีแล้ว ผมยังทึ่งในความหลงไหลและความคลั่งไคล้ในตัวไดโนเสาร์ของอาจารย์
 
เหมือนที่พวกเราว่ากัน บางครั้ง รักก็ไม่ต้องการเหตุผล ไม่เว้นแม้กับไดโนเสาร์
 
อาจารย์หมูเป็นคนที่เชี่ยวชาญ ชำนาญ จนอธิบายไม่ถูก ว่าสิ่งที่อาจารย์กำลังทำนั้น อาจารย์ชื่นชมมันมากเพียงใด และใช้ชีวิตอยู่กับมันมากี่ปีแล้ว สังเกตุได้จากผมของอาจารย์ที่เริ่มเปลี่ยนสี
 
จนผมกลับมาฉุกคิดได้อย่างหนึ่งว่า
 
"อดีต" มันน่าหลงไหลขนาดนั้นเลยหรือ?
 
ไดโนเสาร์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เราจินตนาการกันเองว่ามันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ไม่มีใครผลิตกล้องถ่ายรูปได้ก่อนไดโนเสาร์จะเกิด และมีหลายคนที่หลงรัก และสนใจมัน หรือเพราะมันมีค่ามากกว่าความเป็น "อดีต"?
 
ก็คงไม่ต่างกับคนเราเท่าไหร่นัก ที่เราโหยหวนหาอดีตอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะเตือกตัวเองอย่างไร ไม่ให้ไปคิดถึงมัน แต่ก็อดนึกถึงไม่ได้
 
บางครั้งมันอาจจะเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ความรักก่อตัวขึ้น ช่วงเวลาที่เพื่อนอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ช่วงเวลาที่ยืนเต้ะท่าถ่ายรูปกับครอบครัว
 
อดีตที่น่าจดจำ ก็ควรค่าแก่การจดจำ
 
ไดโนเสาร์ก็อาจเป็นหนึ่งในนั้น อดีตที่ไม่มีใครมองเห็น แต่มีความรัก
 
 
 
อย่างที่บอกไปว่า ไม่มีภาพถ่ายใดๆ ที่เป็นภาพถ่ายจริงๆของไดโนเสาร์
เพราะไดโนเสาร์เป็นสิ่งสมมติ แต่ภาพถ่ายนั้นมีอยู่จริง
 
ภาพถ่ายคือตัวกลาง จากอดีต สู่ปัจจุบัน
 
เรายิ้มให้กับกล้องถ่ายรูป รอเสียงชัตเตอร์ และหุบยิ้ม
จริงอยู่ที่เราหุบยิ้มไปแล้ว แต่รอยยิ้มนั้นไม่มีวันหายไปไหน
 
ภาพถ่ายนั้นเปรียบเสมือนไทม์แมชชีน ระหว่างอดีตกับอนาคต
 
ทุกครั้งที่เรายิ้ม เรายิ้มให้อนาคต
 
บางทีเราคงรู้ว่า อนาคตข้างหน้า เราอาจยิ้มได้ไม่สวยเท่าทุกวันนี้ก็ได้
 
น่าสงสารไดโนเสาร์ที่เกิดไม่ทันกล้องถ่ายรูป ไม่งั้นเราคงได้เห็นรอยยิ้มในอดีตของไดโนเสาร์กันแล้ว
 
 
 
 
พูดถึงอนาคต ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง
 
แฮร์รี่ เดินเข้าไปในป่าต้องห้าม ในมือกำหินชุบวิญญาณที่เพิ่งโผล่ออกมาจากลูกสนิช แล้วทันใดนั้นเอง วิญญาณของคนที่เขารัก ก็โผล่ยืนรายล้อมรอบตัวเขา แฮร์รี่รู้ดีว่าพวกเขาคือวิญญาณ ที่อยู่ในจินตนาการ
 
หนึ่งในนั้นคือแม่ของแฮร์รี่
 
แฮร์รี่กำลังจะเดินทางเข้าสู่ความตายตามที่เขาได้วางแผนเอาไว้ แต่ถามไถ่ดวงวิญญาณที่รักเหล่านั้น ว่าการตายนั้นเจ็บบ้างไหม เราจะอยู่ด้วยกันใช่ไหม
 
แม่ตอบว่า "Always"
 
แล้วแฮร์รี่ก็ปล่อยหินก้อนนั้นลงพื้น ดวงวิญญาณหายไปเมื่อกระพริบตา และมุ่งหน้าเข้าหาความตายต่อไป พร้อมกับความอุ่นใจเมื่อรู้ว่า มีคนอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เห็นก็ตาม
 
...
 
ไดโนเสาร์ไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไป
เราเองก็คงตายซักวันหนึ่งอยู่ดี
แต่มันอยู่ที่ เราจะสนใจใน "ปัจจุบัน" หรือ "อนาคต" มากกว่ากัน
 
แม่แฮร์รี่ตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "Always" ทั้งๆที่ในใจผมกลับคิดว่า ทำไมไม่ตอบว่า "Forever"
 
นั่นทำให้ผมกลับมาคิดอีกครั้งว่า สองคำนี้มีความหมายเหมือนกันหรือเปล่า แต่ไม่ต้องเปิดพจนานุกรมเล่มไหนให้เสียเวลา ผมว่า มันมีความหมายในตัวมันเองอยู่แล้ว
 
Always แปลว่า เสมอ
Forever แปลว่า ตลอดไป
 
สองคำนี้ คือคำเดียวกัน จากสองด้าน
ด้านหนึ่งมาจากปัจจุบัน และอีกด้านหนึ่งมาจากอนาคต
 
เราจะอยู่ข้างกันเสมอ ๆ นั่นทำให้รู้สึกว่า ไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม เราจะมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ ไม่ว่าเวลานี้หรือเวลาไหน เรารู้สึกอบอุ่นกับปัจจุบันที่เรากำลังหายใจ เมื่อรู้ว่า เราไม่ได้หายใจบนโลกนี้คนเดียว
 
เราจะอยู่ข้างกันตลอดไป นั่นก็ทำให้รู้ว่า ไม่ว่าจะอีกนานสักแค่ไหน ไม่ว่าจะผ่านอะไรมากมาย เราก็ยังอยู่ด้วยกัน มองไปที่อนาคต ที่เห็นภาพของเรายังคงยืนอยู่ด้วยกัน
 
สองความหมายเดียวกัน
 
แต่มันอุ่นกว่าใช่ไหม เมื่อเรายังยืนอยู่ด้วยกันตอนนี้
 
ไดโนเสาร์คงเป็นภาพอดีตที่เรานึกถึงและกลับไปหลงรักมันได้
ปัจจุบันก็คงเป็นสิ่งที่ทำให้เราอบอุ่นใจ
และอนาคต คือหลักประกันว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป
 
แต่อนาคตไม่แน่นอนเสมอไป ใครๆก็รู้ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ไม่งั้นไดโนเสาร์ คงมายืนยิ้มแป้นถ่ายรูปกับเราอยู่ตอนนี้
 
รักปัจจุบันให้มากขึ้น
ยิ้มให้กับอนาคต
และอย่าลืมถ่ายรูป
เพราะสักวัน เราคงเป็นอดีต ให้ไดโนเสาร์รุ่นหน้า ขุดฟอสซิลซากมนุษย์กัน
 
I will always love you
Yalan