หนังสือรัก

posted on 27 Apr 2012 19:02 by pachune  in AroundTheLOVE
"......เมื่อบทเพลงสุดท้ายในวิทยุได้ถูกบรรเลง ดนตรีก็คือดนตรี จังหวะก็คือจังหวะ
แต่ความเป็นหนึ่งเดียวกันของดนตรีและจังหวะ ประกอบให้มันเป็นเพลงรักที่ยิ่งใหญ่
มีค่ามากกว่าจะอธิบายได้ สำหรับคนสองคน"
 
ผมถอนหายใจ แล้วคลิ๊กไปที่ปุ่ม Publish. เรื่องสั้นอีกเรื่องหนึ่งของผมได้ถูกเขียนขึ้นจนสำเร็จ แต่ไม่มีเรื่องใดที่ประสบความสำเร็จ มันก็เป็นแค่เรื่องสั้นที่เขียนขึ้นมาจากใจ ให้คนไม่กี่คนอ่าน
ผมเลื่อนเมาส์ไปดูหน้าสถิติของบล๊อคตัวเองอย่างช้า ๆ แล้วก็มองตัวเลขสองหลักที่น่าใจหาย วันหนึ่งวันมีคนเข้ามาอ่านเพียงไม่กี่สิบ
 
แล้วความฝันที่จะเป็นนักเขียนนิยายรักมืออาชีพ มันจะเป็นจริงได้อย่างไร
 
ทันใดนั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น ผมเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์
 
"ฮัลโหล"
"สวัสดี คิดถึงจังเลย" เสียงปลายสายที่คุ้นเคย เธอนี่เอง
"เฮ้ เราอัพบล๊อคใหม่แล้วนะ ไปอ่านด้วยนะ"
"โอเคได้เลย! เราชอบบล๊อคเธอมากเลยนะรู้มั๊ย"
 
ผมรู้
เพราะเธอพูดคำ ๆ นี้กับผมมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
 
แต่ผมก็ยังรู้สึกดีที่มีเธออย่างน้อยหนึ่งคน ที่คอยอ่านบทความของผมเสมอ ๆ และก็ได้รับคำชมจากเธอเสียแทบทุกครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอเอาใจ หรือ พูดจากใจ
 
"อื้ม อย่าลืมไปอ่านนะ"
"ได้เลย จะอ่านเดี๋ยวนี้แหละ คิดถึงนะ แค่นี้นะ"
 
แล้วเธอก็กดวางสายไป
 
มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ว่าเธอก็คือคนที่ผมพูดคุยอยู่บ่อยๆ เพราะเธอเองก็เป็นนักเขียนมือสมัครเล่นเหมือนกับผม ที่คอยเขียนเรื่องราวน่ารัก ๆ อัพบล๊อคอยู่ร่ำไป 
ผมก็ไปอ่านเรื่องราวของเธอ เธอก็มาอ่านเรื่องราวของผม ผลัดกันไปผลัดกันมา แล้วเราก็รู้สึกดีต่อกันและกัน
 
เป็นไปได้สูงว่า เรารู้จักกันผ่านตัวหนังสือ แล้วเราก็รักกันผ่านตัวหนังสือ 
 
แต่เรายังไม่เป็นแฟนกัน
 
เหมือนวัยรุ่นทั่วไป เราทำความรู้จักกัน สนิทกัน มากพอในระดับที่จะไปไหนมาไหนด้วยกันแล้ว ไอ้ฝ่ายชายโง่ๆอย่างผม กลับไม่บอกชอบและขอเธอคบเป็นแฟนเสียที
และผมก็ยังไม่รู้ว่า ผมจะเก็บความรู้สึกนี้เอาไว้อีกนานแค่ไหน ถ้าไม่เสียเธอไปเสียก่อน
 
แต่ผมคงต้องบอกเธอสักวัน
 
ผมเชื่ออย่างนั้น
 
แล้วก็มาถึงวันนี้
 
...
 
เสียงที่คุ้นเคยดังอีกแล้ว
 
"ฮัลโหล"
"....."
"....."
"....."
"ไชโยยยยยยยย!!!"
เสียงดีใจของผมกระหึ่มไปทั้งบ้าน เจ้าตูบตกใจวิ่งทิ้งชามข้าวมาไล่เห่าผม 
 
"สำนักพิมพ์รับงานเขียนผมแล้วววววววววว"
 
และนับจากวินาทีนั้น ผมก็กลายเป็นคนที่ไม่มีเวลาว่างทันที
 
เมื่อสำนักพิมพ์ติดต่อมาว่าบทความของผมได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊คของตัวเอง ผมต้องคิดบทความเพิ่ม เขียนเรื่องราวใหม่ ๆ และปรับปรุงบทความเก่า ๆ มีการส่งเอกสารไปพิสูจน์อักษร การคุยสัญญากับสำนักพิมพ์ และอีกมากมายมหาศาล 
 
ผมดีใจจนเนื้อเต้น
 
เธอก็เหมือนกัน
 
เธอโทรศัพท์มาแสดงความยินดีกับผม และให้กำลังใจผมอยู่บ่อยครั้ง
ผมไม่ลืมที่จะเขียนกล่าวขอบคุณกำลังใจดี ๆ จากเธอ ลงในท้ายเล่ม ที่นักเขียนมักจะกล่าวขอบคุณผู้อื่นเต็มหน้ากระดาษ
 
แล้วไม่นานต่อจากนั้น
 
ผมก็ดังเป็นพลุแตก
 
...
 
งานเปิดตัวหนังสือ
ผมนั่งอยู่กลางบูธ ที่รายล้อมไปด้วยหนังสือของผมเอง และผู้อ่านอีกมากมายหลายร้อยชีวิต ที่ยืนต่อคิวเพื่อที่จะจับจองหนังสือเป็นของตัวเอง
และขอลายเซ็นจากผม !!
 
ผู้อ่านหลายคนเริ่มต่อคิวทยอยกันมาขอลายเซ็นจากผม ผมก็ค่อยๆบรรจงเขียนให้ทีละคนอย่างตั้งใจ พร้อมพูดคุยถามชื่อถามที่มาที่ไป เพื่อที่จะได้สนิทสนมกับผู้อ่านให้มากที่สุด 
แล้วอยู่ ๆ ผู้อ่านที่มาขอลายเซ็นจากผมไป
 
ก็คือเธอ !
 
เธอที่ผมรัก แต่ยังไม่ได้เป็นแฟนกัน
 
"อ้าว" ผมทำหน้าตกใจ
"มาขอลายเซ็นไง พ่อนักเขียน" เธอพูด พร้อมกับชูหนังสือของผมเอาไว้
ผมยิ้มรับมันอย่างเขินๆ
แต่ผมยังไม่เซ็นมัน
"เธอรู้มั๊ย ว่าชื่อหนังสือนี้หมายความว่าไง" ผมถาม เธอส่ายหน้า 
ผมชี้นิ้วไปที่ตัวอักษรตัวใหญ่ ๆ บนหน้าปก ที่เขียนว่า 'หนังสือรัก'
"เราแค่รู้สึกว่า เราฟังเพลง ยังมีเพลงรัก..." ผมพูด เธอดูท่าทีคล้อยตาม
"...ดูหนัง ก็ยังมีหนังรัก"
"หรือมองไปที่ใคร ก็เป็นคู่รัก"
"เราก็เลยคิดว่า ทำไมจะมีหนังสือรักบ้างไม่ได้" ผมพูดจบพร้อมรอยยิ้ม 
เธอก็ยิ้มกลับมา
"น่ารักดี" เธอพูด
แต่ผมว่าเธอน่ารักกว่า
"แล้วเซ็นให้เราได้รึยังฮะ!" เธอเริ่มขึ้นเสียง ผมยิ้ม
ผมเปิดไปหน้าหลังสุดของหนังสือเล่มนั้น แล้วบรรจงเขียนข้อความหนึ่งลงไป เธอพยายามมอง แต่ผมก็พยายามปิดมันไม่ให้เธอเห็น เมื่อผมเขียนเสร็จ ผมก็ส่งคืนให้กับเธอ"
"ขอบคุณนะ" เธออ่านประโยคนั้น
"โหหหหหห นี่มันไม่ใช่ลายเซ็นนน เอาลายเซ็นเธอมาาาา" เธอเรียกร้อยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน 
"งั้นเดี๋ยวเซ็นให้หลังงานเลิก" เธอทำสีหน้างุนงงเล็กน้อย
"เจอกันหลังงานเลิกนะ ตรงนี้แหละ" ผมกระซิบ แล้วชูนิ้วก้อยให้คำสัญญา เธอส่งสัญญาณกลับพร้อมรอยยิ้ม แล้วเธอก็หันหลังจากไปพร้อมกับหนังสือเล่มนั้น
แล้วผมก็เขียนลายเซ็นให้ผู้อ่านท่านอื่นต่อ
 
หลังงาน
 
เธอยืนรอผม ผมรีบเดินไปหา พร้อมหนังสือเล่มใหม่ของผม
 
"เราเซ็นให้แล้วนะ เล่มใหม่เลยด้วย"
 
ผมยื่น 'หนังสือรัก' ให้กับเธอ เธอทำหน้ายิ้มๆ แล้วรับมันไป
 
ตอนนี้ผมตัวสั่น สั่นจนหัวใจแทบจะกระเด็นหลุดออกมาตรงนั้น
 
"เซ็นจริงๆแล้วใช่มั๊ย ไม่แกล้งกันแล้วนะ" เธอถาม
"เซ็นจริงๆ ไม่เชื่อเปิดดูหน้าแรกได้เลย" ผมบอก แล้วเธอก็พลิกหน้ากระดาษ เธอมองไปที่หัวมุมด้านบนซ้ายของกระดาษ ที่มีข้อความเล็ก ๆ ถูกเขียนเอาไว้
 
เป็นแฟนกันนะ
ถ้าโอเค เปิดไปหน้าสุดท้าย
ถ้าไม่โอเค เปิดหน้าต่อไป
 
เธอเงยหน้าขึ้นมามองที่ผม สายตาเธอดูเป็นประกายกว่าครั้งไหน ๆ ปากเธอเผยอขึ้นนิดหน่อยด้วยความตกใจ
แต่เธอไม่พูดอะไร
 
...
 
"ไม่พูดอะไรหน่อยหรอ" ในที่สุด ผมก็กลั้นใจถาม
"เราตอบว่าอะไรดีล่ะ" เธอยังคงเปิดหน้านั้นทิ้งไว้ ผมสังเกตว่ามือเธอเริ่มสั่น เธอเริ่มทำท่าขวยเขิน หน้าเธอเริ่มแดง
 
"เปิดหน้าสุดท้ายสิ" ผมท้า
"จะดีหรอ" เธอถาม
ผมพยักหน้า ด้วยสายตาละห้อย
 
แล้วเธอก็พลิกไปหน้าถัดไป
 
ให้โอกาสคิดใหม่
ถ้าอยากตอบใหม่ ให้ย้อนกลับไปหนึ่งหน้า
ถ้ายืนยันคำเดิม ให้เปิดหน้าต่อไป
 
เป็นวันแรกของผม ที่เป็นรอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็นจากเธอมาก่อน
เธอซุกหน้าเข้าไปในหนังสือของผม เหมือนว่าหน้ากระดาษสีขาวของผมจะทำให้หน้าเธอแดงลดลง และอาจกลายเป็นสีชมพูก็ได้
เธอมองมาที่ผมอีกครั้ง
ผมยิ้ม
เรามองกันอยู่ครู่หนึ่ง ผมลุ้นด้วยความตื่นเต้น หัวใจผมเต้นรัวเหมือนกลองชุดสิบชุด กระหน่ำตีอยู่ในหัวใจผม
 
เธอพลิกไปข้างหน้าอีกหนึ่งหน้า
 
เป็นแฟนกันนะ
ถ้าโอเค เปิดไปหน้าสุดท้าย
ถ้าไม่โอเค เปิดหน้าต่อไป
 
เธอยิ้ม
ผมยิ้ม
เธอมองหน้าผม แล้วกรีดกระดาษอย่างรวดเร็ว จนหน้ากระดาษไปหยุดอยู่ที่หน้าสุดท้าย
เธอละสายตาจากผม แล้วก้มลงไปมอง
เธอยังยิ้มอยู่
 
ขอบคุณนะ
 
หนังสือเล่มนี้ สำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่มีเธอ
หนังสือรัก
กับคนรัก
 
จาก เราเอง
 
แล้วผมก็กอดเธอ

สัมผัสด้วยเสียง

posted on 30 Mar 2012 20:33 by pachune  in AroundTheLIFE
ผมยืนรอรถตู้คันเดิม
 
"เธอๆ" เสียงพูดของผู้หญิงคนหนึ่ง ดังขึ้นด้านหลังผม
เขาคงหมายถึงผู้หญิงที่อยู่ด้านหน้าผม
 
"เธอๆ" เธอคนนั้นยังคงเรียกอยู่ ผมไม่สนใจ ทั้งๆที่ในใจพยายามจะสนใจและอยากจะหันไปก็ตามที
 
"เธอๆ" เธอสะกิดแขนผม ผมหันควับ
 
"ไปมีนบุรีใช่มั๊ย" เธอถาม ผมมองหน้า ผมพยักหน้า
 
"หารรถแท๊กซี่ไปด้วยกันเปล่า" เธอถาม ในจังหวะที่ผมมองเห็นเพื่อนเธออีก 3 คนยืนอยู่ด้านหลัง ยิ้มอย่างมีเลศนัย
 
(เรายังไม่รู้จักกันเลย)
 
"เราคุ้นๆ หน้า เห็นตอนเช้าๆขึ้นรถมาลาดกระบัง" หนึ่งในเธอข้างหลังช่วยเสริม ผมตอบอย่างเสียไม่ได้
 
"ไม่เห็นคุ้นเลย... โอเคครับ ไปก็ไป" ผมตอบตกลง ว่าแล้วเธอทั้ง 4 ก็โบกรถแท๊กซี่ทันที พร้อมเสียงฮาเล็กน้อย
 
รวมผมก็เป็น 5 เนื่องจากผมเป็นผู้ชายคนเดียว...
 
"เธอนั่งหน้าเลยนะ" ผมคิดไว้ไม่ผิด และมันก็เป็นเรื่องถูก ผมกระโดดขึ้นไปนั่งข้างหน้า พร้อมกับคำถามมากมายในหัว
 
เธอเหล่านี้เป็นใคร? คิดไงมาชวนเราขึ้นแท๊กซี่?
 
เมื่อขึ้นรถ ผมไม่รอรี
 
"เรียนคณะไหนกันหรอครับ" ผมยิงคำถาม แต่ไม่ได้หันหัวกลับไปหาพวกเธอด้านหลัง (คิดว่าคงเสียมารยาทเล็กน้อย"
 
"ครุค่ะ ตรงข้ามนี่เอง แล้วเธอเรียนคณะไหน"
 
"ไอทีครับ แล้วนี่ปีอะไรกัน"
 
"ทายสิ"
 
เล่นผมแล้วไง 
 
แต่ผมยังไม่ทันได้ตอบคำถามดี หนึ่งในนั้นก็พุ่งพรวดออกมาว่า พวกเธอ เธอ เธอ และเธอ อยู่ปี 1 
 
"แล้วเธอปีอะไร"
 
ผมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
 
"ปี 3 ครับ"
 
ข้างหลังผมเงียบลงไปถนัดตา
 
แล้วการเดินทางกับคนแปลกหน้า ก็เริ่มต้นขึ้น
 
 
เธอทั้ง 4 คุยกันเสียงดัง จนผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะถ้าผมนั่งกับเพื่อน ผมก็คุย
 
แต่มันแปลกๆ ก็ตรงที่มีคนแปลกหน้าอย่างผม นั่งร่วมในรถกับพวกเธอด้วยนี่นา พวกเธอก็ยังคุยกันอย่างสนุกสนานออกรส สัตว์เลื้อยคลานพุ่งพล่านเต็มไปหมด ผมไม่ถือสาอะไร เพราะผมก็เป็น
 
ผมไม่ได้สนทนาอะไรกับพวกเธอเลย ผมปล่อยให้พวกเธอยึดครองรถคันนั้นอย่างสบายใจ เพราะผมคิดว่า ผมเป็นผู้มาเยือน ผมควรจะเกรงอกเกรงใจเจ้าบ้านมากกว่า (ถึงแม้ว่าจะหารเงินเท่าๆกันก็เถอะ)
 
ผมจับใจความได้ว่า พวกเธอเรียนสาขาภาษาญี่ปุ่น พวกเธอพูดคุยเรื่องเกรด เรื่องอาจารย์ เรื่องฝึกงาน เรื่องงานในอนาคต
 
สาขาการเรียนของเธอในอนาคตก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ความฝันของคนในคณะผม คือการประสบความสำเร็จในชีวิต
 
แต่ด้วยระยะเวลาอันสั้นมาก ผมแทบไม่เห็นหน้าเธอทั้ง 4 คนอย่างชัดเจนเลย จะว่าไม่กล้ามองก็ถูก เพราะกลัวถูกกล่าวหาว่าเป็นคนแปลก ๆ
 
ผมเลยสัมผัสทุกสิ่งทุกอย่างด้วยเสียง
 
หนึ่งในเธอเป็นคนที่มีความคิดดีมาก พูดจาเฉียบคม จนเพื่อนถึงกับตกใจ
หนึ่งในเธอเป็นคนต้นเรื่องพูดเรื่องต่าง ๆ สร้างบทสนทนาระหว่างกันบนรถคันนั้น
หนึ่งในเธอเป็นคนคอยให้ความคิดเห็นในทุก ๆ เรื่อง และบอกเล่าเรื่องราวของตนเอง
หนึ่งในเธอเป็นคนเห็นด้วยกับความคิดเพื่อน ๆ ทุกคน และโต้แย้งเป็นบางครั้ง
 
ผมฟังด้วยเสียงอย่างเดียว นานมากจนผมรู้สึกว่า ผมอาจหลงรักน้ำเสียงและการพูดของเธอคนหนึ่งในนั้นไปแล้วก็เป็นได้
 
ผมพูดจริง ๆ ผมรักความคิดของเธอบางคนในนั้น แต่ผมเลือกที่จะไม่เห็นหน้าของเธอเหล่านั้น
 
เพราะมันคงไม่จำเป็นเท่าไหร่
 
ถึงที่หมาย แล้วเราลงจากรถ พวกเธอส่งเงินก้อนหนึ่งมาให้ผม ผมออกตังส่วนของผม ผสมกับส่วนเกินนิดหน่อย ที่ผมยินดีออกให้โดยไม่บอกพวกเธอ
 
"พี่ไปไหนต่อคะ" อ้าว ผมกลายเป็นพี่ไปซะแล้ว
 
"เดี๋ยวพี่เข้าไปในตลาดครับ" ผมตอบ แล้วส่งยิ้มให้เธอทั้งกลุ่ม
 
"อ๋อค่ะ" เธอพูด
ยังไม่ทันที่พวกเธอจะทำอะไร ผมเป็นคนชิงเอ่ยปากบอกลาเธอก่อน
 
"ไปละนะครับ" ผมพูด หนึ่งในนั้นทำท่าจะไหว้ผม ผมรีบยกมือบ๊ายบายก่อน เผื่อเธอจะเปลี่ยนใจเป็นยกมือบ๊ายบายผมแทน
 
แล้วผมก็เดินจากมา โดยไม่ได้หันไปมอง
 
 
การแสดงออกทางความคิด มันทำให้เธอเหล่านั้นเป็นคนที่สวยมาจากข้างใน ไม่ใช่เพียงภายนอก
เหมือนกับสิ่งที่ผมนั่งฟังอยู่เงียบๆและสัมผัสได้
ผมว่าผมรักความคิด ผมคงอยู่กับความคิดได้เป็นวันๆ
 
ความคิดคงสำคัญกว่ารูปลักษณ์แล้ว ณ วินาทีนี้
 
ผมรักความคิดของเธอในนั้น
มันทำให้ผมรักที่จะคิดต่อไปเรื่อย ๆ
 
ดีเหมือนกัน ถ้าพรุ่งนี้ ผมจะยืนรอรถตู้อยู่ที่เดิม
แล้วรู้จักความคิดของพวกเธอให้มากกว่านี้
เพื่อความคิดของเราจะสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ
 

กุมภาพันธ์

posted on 02 Feb 2012 23:07 by pachune  in AroundTheLOVE
"เธอ..." เสียงเล็กๆ ใสๆ ของเด็กชายไร้เดียงสาคนนึง เอ่ยขึ้นมา เด็กหญิงปลายทางหันหน้าควับ
"อ้าว มีอะไร" รอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นมาที่ใบหน้าของเธอ เมื่อเธอสังเกตุเห็นว่า ในมือของเด็กชายคนนั้น มีอะไรบางอย่าง
 
แล้วทันใดนั้น มือเล็กๆ ของเด็กชาย ก็เอื้อมมาแปะสติ๊กเกอร์รูปหัวใจดวงน้อยๆ ที่คอเสื้อของเด็กหญิง
 
เด็กชายมีใบหน้าสีชมพู
 
"ขอบคุณนะ" เด็กหญิงพูดตอบ พร้อมกับรอยยิ้มอันสดใส
 
หูของเด็กชายเริ่มชมพูตามใบหน้า
 
อิทธิพลของสีหวานๆสีนี้ กระเด็นกระดอนเข้ามาตกอยู่บนใบหน้าของเด็กชายคนนั้น ราวกับจะยึดครองเป็นแผ่นดินของตนเอง ยังไงอย่างงั้ง
 
เด็กชายยิ้ม
 
เด็กหญิงยิ้ม
 
ยิ้มให้กันและกัน...
 
"เราชื่อ..." เด็กหญิงพูด
 
เด็กชายยิ้ม
 
 
...
 
 
"นี่เธอนึกอะไรอยู่"
เสียงเจื้อยแจ้วของหญิงสาววัยรุ่น กล่าวทักทายชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอในร้านไอติม
 
"อ๋อ เรื่อยเปื่อยหน่ะ สมัยเด็กๆ"
ผมตอบ พลางมองไปยังใบหน้าของหญิงสาวคนนั้น
 
"ไม่มีอะไรให้คิดถึงแล้วหรอไง ไปนึกถึงตอนเด็กๆ ... บ้า"
หญิงสาวตอบอย่างมีน้ำโห พลางตักไอติมคำโตเข้าปาก ผมมองใบหน้าเธออย่างละเมียดละไม
 
เกือบ 10 ปีแล้วที่รู้จักกันมา
ตั้งแต่นำหน้าชื่อตัวเองว่าเด็กชาย จนกลายเป็นนายเฉยๆ จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ 10 ปีพอดิบพอดี ที่เรารู้จักกันมา เราเติบโตมาอย่างสนิทสนม ราวกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
 
วันนี้มันไม่ใช่วันสำคัญอะไรเลย มันก็แค่วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น
 
วันวาเลนไทน์ก็ยังมาไม่ถึง
 
ผมก็แค่อยากพาเธอมาร้านไอติม พามากินไอติม พาไปดูหนัง กินข้าว เดินช้อปปิ้งอย่างที่ใครๆเขาทำกัน
 
"นี่เรารู้จักกันมากี่ปีแล้ว" ผมถามเธอ เธอยังไม่ทันดูดดื่มไอติมได้หมดดี เธอก็ตอบผม
 
"เป็นสิบปีแล้วมั้ง"
 
"หรอ เร็วเนอะ"
 
"อื้ม"
 
แล้วก็เธอทานไอติมของเธอต่อ 
 
ผมตักไอติมรสมะนาวของผมให้เธอหนึ่งลูกเต็มๆ
 
"เฮ้ยยย ให้มาทำไม กินไปสิ" เธอบอก
 
"ก็เธอชอบ..." ผมก็ตอบ
 
เธอยิ้มมุมปากเล็กๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาจับคางผมด้วยความเอ็นดู (ในใจเธอคงคิดว่า แดกไม่หมดหล่ะสิ) แล้วเธอก็ไปสนุกสนานกับไอติมของเธอต่อ
 
หลังจากจัดการไอติมถ้วนนั้นเสร็จสิ้น เราสองคนก็เดินทอดน่องไปตามบรรยากาศของผู้คนรอบกาย ไปหย่อนก้นนั่งลงบนม้านั่งสีสวย
 
"ถ่ายรูปกัน" เธอชวน
แล้วก็เธอหยิบไอโฟนของเธอขึ้นมาถ่ายรูป
รูปคู่ของเราสองคน
 
ผมเขยิบตัวเข้าไปใกล้มากขึ้นกว่าเดิม
รู้สึกถึงไออุ่นของใบหน้าเธอ ที่อยู่แนบเคียงใบหน้าของผม ไม่เกินสองนิ้วเห็นจะได้
ถ้ามันโดนกันล่ะ...
 
"ยิ้ม... 1 2 " เธอนับ
ผมยิ้ม ถึงสายตาผมจะมองกล้อง
แต่เธอคงไม่รู้หรอก ว่าใจผมมองเธออยู่
 
ผมขยับตัวห่างออกมา
 
"มุมนี้สวยมากเลยนะ เราเคยถ่าย" เธอบอกกับผม ยื่นรูปคู่ของเราให้ผมดู
 
มันก็สวยจริงๆนั่นแหละ
 
สวย
 
 
 
...
 
 
 
 
"เดี๋ยวเราไปส่ง"
 
"เฮ้ยไม่ต้องหรอก กลับเลยๆ ไม่เป็นไร บ๊ายบายนะ" เธอบอก
 
ผมก็แค่ไม่รู้ว่าผมควรทำยังไง ควรจะเสนอตัวไปส่งอีกครั้ง หรือยอมรับแต่โดยดี เพราะเป็นความต้องการของเธอ
 
ผมก็แค่สงสัย
แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไร
 
"งั้น กลับบ้านดีๆนะ" ผมบอก
 
"ถึงบ้านแล้วโทรมาด้วยนะ" เธอบอก
 
เป็นประโยคที่ฟังแล้วรู้สึกดี
ไม่รู้ว่าพูดไปเพราะมารยาท
หรือความเป็นห่วงจริงๆ
 
ผมเดินก้าวเท้าออกมาจากจุดนั้น แล้วหันกลับไปมอง
ใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้ม และเต็มไปด้วยความสุข
ผมหวังว่า ครึ่งหนึ่งในนั้น เธอคงได้มันไปจากผม
อีกครึ่งหนึ่งเธอคงสร้างได้ด้วยตัวเธอเอง
 
ผมเดินห่างไกลออกไป พลางคิด
คิดถึงวันนั้น
วันที่ผมกล้ามากพอที่จะเอื้อมมือไปติดสติ๊กเกอร์รูปหัวใจที่คอเสื้อของเธอ
ทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน
 
เพียงเพราะผมชอบเธอ
 
...
 
และมันก็ยังเหมือนเดิม จนทุกวันนี้
 
 
วันนี้มันก็แค่วันธรรมดาวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์
 
วันวาเลนไทน์ก็ไม่ใช่
 
เพราะผมคงไม่มีค่าพอ ที่จะมีสิทธิ์มีเสียงกับคำว่า วาเลนไทน์
 
วันนั้น
 
ผมก็คงอยู่เงียบๆตามลำพัง
 
กับเธอ ที่อยู่กับคนข้างๆ
 
 
 
ที่ไม่ใช่ผม
 
 
 
 
มันก็แค่กุมภาพันธ์
ที่ไม่อยากจินตนาการ ว่าเมื่อถึงวันนั้น
 
ผมจะอยู่ตรงไหน
 
 
 
 
สิบปีแล้ว
 
มันก็ยังเหมือนเดิม
 
Yalan
ทิ้งบล๊อคนี้ไม่ลงจริงๆ :)