เป็นความโชคดีของผม ที่ได้มีโอกาสไปกระทบไหล่พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน ร่วมกัน 4 วัน 3 คืนถึงจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งพี่ก้องแกก็เป็นนักเขียนหนังสือท่องเที่ยวในดวงใจของผมอยู่แล้ว
เป็นทริปของพี่ก้อง ที่พาทีมนิตยสาร a day ไปออกค่ายน่ารักๆ ชื่อว่า ไดโนทริปครั้งที่สอง ที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร อันมีชื่อเสียงทางด้านการขุดๆคุ้ยๆ ซากไดโนเสาร์
และผมก็ได้พบกับ ดร.วราวุธ สุธีธร หรือเรียกอย่างน่ารักๆว่าอาจารย์หมู ผู้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์อย่างแท้จริง
ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างมากมายจากอาจารย์หมู นอกจาก อาจารย์หมูเป็นคนน่ารัก พูดเก่ง เป็นกันเอง และสนิทสนมกับเด็กตัวน้อยๆในทริปได้เป็นอย่างดีแล้ว ผมยังทึ่งในความหลงไหลและความคลั่งไคล้ในตัวไดโนเสาร์ของอาจารย์
เหมือนที่พวกเราว่ากัน บางครั้ง รักก็ไม่ต้องการเหตุผล ไม่เว้นแม้กับไดโนเสาร์
อาจารย์หมูเป็นคนที่เชี่ยวชาญ ชำนาญ จนอธิบายไม่ถูก ว่าสิ่งที่อาจารย์กำลังทำนั้น อาจารย์ชื่นชมมันมากเพียงใด และใช้ชีวิตอยู่กับมันมากี่ปีแล้ว สังเกตุได้จากผมของอาจารย์ที่เริ่มเปลี่ยนสี
จนผมกลับมาฉุกคิดได้อย่างหนึ่งว่า
"อดีต" มันน่าหลงไหลขนาดนั้นเลยหรือ?
ไดโนเสาร์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เราจินตนาการกันเองว่ามันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ไม่มีใครผลิตกล้องถ่ายรูปได้ก่อนไดโนเสาร์จะเกิด และมีหลายคนที่หลงรัก และสนใจมัน หรือเพราะมันมีค่ามากกว่าความเป็น "อดีต"?
ก็คงไม่ต่างกับคนเราเท่าไหร่นัก ที่เราโหยหวนหาอดีตอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะเตือกตัวเองอย่างไร ไม่ให้ไปคิดถึงมัน แต่ก็อดนึกถึงไม่ได้
บางครั้งมันอาจจะเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ความรักก่อตัวขึ้น ช่วงเวลาที่เพื่อนอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ช่วงเวลาที่ยืนเต้ะท่าถ่ายรูปกับครอบครัว
อดีตที่น่าจดจำ ก็ควรค่าแก่การจดจำ
ไดโนเสาร์ก็อาจเป็นหนึ่งในนั้น อดีตที่ไม่มีใครมองเห็น แต่มีความรัก
อย่างที่บอกไปว่า ไม่มีภาพถ่ายใดๆ ที่เป็นภาพถ่ายจริงๆของไดโนเสาร์
เพราะไดโนเสาร์เป็นสิ่งสมมติ แต่ภาพถ่ายนั้นมีอยู่จริง
ภาพถ่ายคือตัวกลาง จากอดีต สู่ปัจจุบัน
เรายิ้มให้กับกล้องถ่ายรูป รอเสียงชัตเตอร์ และหุบยิ้ม
จริงอยู่ที่เราหุบยิ้มไปแล้ว แต่รอยยิ้มนั้นไม่มีวันหายไปไหน
ภาพถ่ายนั้นเปรียบเสมือนไทม์แมชชีน ระหว่างอดีตกับอนาคต
ทุกครั้งที่เรายิ้ม เรายิ้มให้อนาคต
บางทีเราคงรู้ว่า อนาคตข้างหน้า เราอาจยิ้มได้ไม่สวยเท่าทุกวันนี้ก็ได้
น่าสงสารไดโนเสาร์ที่เกิดไม่ทันกล้องถ่ายรูป ไม่งั้นเราคงได้เห็นรอยยิ้มในอดีตของไดโนเสาร์กันแล้ว
พูดถึงอนาคต ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง
แฮร์รี่ เดินเข้าไปในป่าต้องห้าม ในมือกำหินชุบวิญญาณที่เพิ่งโผล่ออกมาจากลูกสนิช แล้วทันใดนั้นเอง วิญญาณของคนที่เขารัก ก็โผล่ยืนรายล้อมรอบตัวเขา แฮร์รี่รู้ดีว่าพวกเขาคือวิญญาณ ที่อยู่ในจินตนาการ
หนึ่งในนั้นคือแม่ของแฮร์รี่
แฮร์รี่กำลังจะเดินทางเข้าสู่ความตายตามที่เขาได้วางแผนเอาไว้ แต่ถามไถ่ดวงวิญญาณที่รักเหล่านั้น ว่าการตายนั้นเจ็บบ้างไหม เราจะอยู่ด้วยกันใช่ไหม
แม่ตอบว่า "Always"
แล้วแฮร์รี่ก็ปล่อยหินก้อนนั้นลงพื้น ดวงวิญญาณหายไปเมื่อกระพริบตา และมุ่งหน้าเข้าหาความตายต่อไป พร้อมกับความอุ่นใจเมื่อรู้ว่า มีคนอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เห็นก็ตาม
...
ไดโนเสาร์ไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไป
เราเองก็คงตายซักวันหนึ่งอยู่ดี
แต่มันอยู่ที่ เราจะสนใจใน "ปัจจุบัน" หรือ "อนาคต" มากกว่ากัน
แม่แฮร์รี่ตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "Always" ทั้งๆที่ในใจผมกลับคิดว่า ทำไมไม่ตอบว่า "Forever"
นั่นทำให้ผมกลับมาคิดอีกครั้งว่า สองคำนี้มีความหมายเหมือนกันหรือเปล่า แต่ไม่ต้องเปิดพจนานุกรมเล่มไหนให้เสียเวลา ผมว่า มันมีความหมายในตัวมันเองอยู่แล้ว
Always แปลว่า เสมอ
Forever แปลว่า ตลอดไป
สองคำนี้ คือคำเดียวกัน จากสองด้าน
ด้านหนึ่งมาจากปัจจุบัน และอีกด้านหนึ่งมาจากอนาคต
เราจะอยู่ข้างกันเสมอ ๆ นั่นทำให้รู้สึกว่า ไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม เราจะมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ ไม่ว่าเวลานี้หรือเวลาไหน เรารู้สึกอบอุ่นกับปัจจุบันที่เรากำลังหายใจ เมื่อรู้ว่า เราไม่ได้หายใจบนโลกนี้คนเดียว
เราจะอยู่ข้างกันตลอดไป นั่นก็ทำให้รู้ว่า ไม่ว่าจะอีกนานสักแค่ไหน ไม่ว่าจะผ่านอะไรมากมาย เราก็ยังอยู่ด้วยกัน มองไปที่อนาคต ที่เห็นภาพของเรายังคงยืนอยู่ด้วยกัน
สองความหมายเดียวกัน
แต่มันอุ่นกว่าใช่ไหม เมื่อเรายังยืนอยู่ด้วยกันตอนนี้
ไดโนเสาร์คงเป็นภาพอดีตที่เรานึกถึงและกลับไปหลงรักมันได้
ปัจจุบันก็คงเป็นสิ่งที่ทำให้เราอบอุ่นใจ
และอนาคต คือหลักประกันว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป
แต่อนาคตไม่แน่นอนเสมอไป ใครๆก็รู้ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ไม่งั้นไดโนเสาร์ คงมายืนยิ้มแป้นถ่ายรูปกับเราอยู่ตอนนี้
รักปัจจุบันให้มากขึ้น
ยิ้มให้กับอนาคต
และอย่าลืมถ่ายรูป
เพราะสักวัน เราคงเป็นอดีต ให้ไดโนเสาร์รุ่นหน้า ขุดฟอสซิลซากมนุษย์กัน
I will always love you
Yalan